โรคซึมเศร้า ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด

Psychologistd

อารมณ์เศร้าถือว่าเป็นอารมณ์ปกติที่ใครก็สามารถมีได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจ และอันตรายก็คือ อาการเหล่านี้อาจจะมีความรุนแรงขึ้น จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งปัจจุบันนี้โรคนี้เกิดขึ้นได้บ่อยมาก และมีจำนวนคนป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเนื่องมาจากว่าคนในปัจจุบันนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง อีกทั้งสภาพของสังคมในปัจจุบันก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก อัตราคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงมีมากขึ้นไปด้วย

สาเหตุของโรคซึมเศร้า มาจากอาการซึมเศร้านั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียสิ่งที่ตนรัก ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ หรือภาวะความเครียดจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นความกดดันของคนรอบข้าง เศรษฐกิจ ตกงาน เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาการซึมเศร้าทั้งสิ้น แต่เมื่อเรานั้นไม่สามารถที่จะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โรคซึมเศร้าก็จะมาเยือน โดยสามารถที่จะสังเกตอาการได้ด้วยตนเอง หรือนำเอาไปสังเกตคนรอบข้างก็ได้ อย่างเช่น มีอาการซึมเศร้าในระยะเวลานานกว่าปกติ นอนไม่หลับ ทานอาการน้อยลง ไม่อยากเข้าสังคม ร่างกายอ่อนเพลีย  บางครั้งคิดทำร้ายตัวเอง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้หากเกิดขึ้นกับตัวเอง หรือคนรอบข้างควรที่จะเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อที่จะทำการวินิจฉัยต่อไปว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

ในส่วนของการรักษาโรคซึมเศร้าสามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่มันสามารถที่จะกลับมาเป็นอีกได้ ดังนั้นแพทย์ก็จะมีวิธีการในการรักษากับคนป่วยในแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน โดยจะแยกรักษาตามระดับของความรุนแรงไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นพบแพทย์ สิ่งที่สามารถทำได้คือการเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง มีสติอยู่ตลอดเวลาที่ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้สึกอะไรอยู่ รู้ที่มาที่ไปของสาเหตุของอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้า ดีใจ หรือมีความสุขก็ตาม เพราะการที่เรารู้ตัวว่าที่มาที่ไปของอารมณ์นั้นคืออะไร เราจะสามารถที่จะจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นได้ แต่อย่างไรสิ่งที่สำคัญเมื่อคนเรารู้สึกเสียใจ เศร้าใจ การเยียวยาที่ดีที่สุดคือการทำใจ ยอมรับในความเป็นจริง แล้วพร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไป เพราะถ้าหากว่าเรารอเวลาให้ลืมอาการนี้ไป บางครั้งเมื่อเวลาผ่านไปนาน แต่เรายังจมกับความคิดนี้อยู่ เวลาอาจจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ได้ ดังนั้นยอมรับความจริง แล้วใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข จะช่วยให้คนเรานั้นรู้สึกเศร้าในระยะเวลาที่น้อยลง อาการของโรคซึมเศร้าสามารถที่จะส่งผลเสียในส่วนอื่นของระบบร่างกายเราได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น อาการเครียดลงกระเพาะ เบาหวาน ความดัน ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือ เครียด กดดัน หรือเศร้าให้น้อยๆ มองโลกในแง่ดีเข้าไว้นะคะ ชีวิตของทุกชีวิตมีค่าเสมอ

นักจิตวิทยากับความสำคัญที่หลายคนมองข้าม

Psychologist

การที่หลายคนมองข้ามความสำคัญในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าคนคนนั้นไม่ได้มองเห็นถึงประโยชน์ของสิ่งนั้นที่จะมีต่อตน เสมือนกับนักจิตวิทยา ที่หลายคนไม่ได้ให้ความสนใจกับด้านนี้มากนัก เพราะว่าไม่มีความรู้ว่าจริงๆ แล้วนั้น นักจิตวิทยาสามารถที่จะช่วยได้อะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงตัวเรานั้นให้ดีขึ้นได้ หรือพูดง่ายๆ ว่ามองไม่เห็นประโยชน์ของนักจิตวิทยานั่นเอง และในบทความนี้เราจะมาพูดถึงความสำคัญของจิตวิทยากัน ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นมีประโยชน์กับตัวเราและสังคมของเราอย่างไรบ้าง แล้วถ้าหากว่าเราขาดในส่วนนี้ไปชีวิต หรือสังคมของเราจะแย่ลงหรือไม่ เผื่อว่าหลายๆ คนที่ได้อ่านจะหันมาให้ความสำคัญกับจิตวิทยามากขึ้น

จิตวิทยาถือว่าเป็นศาสตร์ศาสตร์หนึ่ง ที่จะศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้นความรู้ทางด้านนี้จึงสามารถที่จะเอาไปประยุกต์ใช้กับมนุษย์ได้ในหลายๆด้านดังนี้

  • ช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเอง การที่เรารู้จักตัวเองมากขึ้นจะส่งผลให้เรานั้นสามารถที่จะพัฒนาตัวเองในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ปัญหาของสังคมในปัจจุบันคือคนส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะจัดการกับตัวเองได้ เพราะไม่เข้าใจตัวเองนั่นเอง ดังนั้นหากว่าใครหากจะหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ นักจิตวิทยาสามารถที่จะให้คำปรึกษาคุณได้
  • ช่วยให้มนุษย์เข้าใจผู้อื่น ความไม่เข้าใจกันของคนในสังคมจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ ดังนั้นในการเข้าใจคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว คู่รัก หรือใครก็ตามจึงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะเราจะต้องยอมรัยให้ได้ว่าโดยสภาพแวดล้อมการเติบโต การใช้ชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นความคิด ความเชื่อของคนแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกันไปด้วย แต่จะทำอย่างหากเราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในสังคม ก็คือจะต้องเข้าใจกันนั่นเอง และยอมรับในความแตกต่างเหล่านี้ให้ได้ แล้วก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
  • ช่วยวางกฏเกณฑ์ทางสังคม ซึ่งหากอธิบายง่ายๆ ก็คือการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาในการร่างกฎหมายต่างๆ นั่นเอง เพราะสังคมของเรานั้นมีคนหมู่มากรวมอยู่ด้วยกัน การที่จะจัดระเบียบทางสังคมให้เรียบร้อย ให้คนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้ก็คือกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญในการที่จะกำหนดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา คือการทำอย่างไรให้คนในสังคมนั้นปฏิบัติตามได้อย่างพึงพอใจ ซึ่งในจุดนี้ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจกับศาสตร์ที่เข้าใจมนุษย์ด้วยกันเองมาช่วย
  • ช่วยบรรเทาปัญหาทางสังคม สิ่งเร้าต่างๆ รอบตัวเรามีทั้งดีและร้าย บางครั้งสิ่งเร้าที่ร้ายๆ ก็มีอิทธิพลมากๆ กับตัวของคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง จนทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคม ดังนั้นการที่เราใช้ความรู้ทางจิตวิทยามาช่วยให้คนเหล่านั้นได้เรียนรู้ถึงสิ่งเร้าที่มีอิทธิพลต่อตัวของตนเอง คนคนนั้นก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลร้ายๆ ช่วยลดปัญหาทางสังคมได้
  • เพิ่มคุณภาพชีวิต การเจริญเติบโตของคนคนหนึ่งนั้น เริ่มต้นที่การเลี้ยงดูจากครอบครัว สภาพแวดล้อม ทั้งเพื่อน ทั้งผู้ใหญ่ สิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นการที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ คนที่เลี้ยงดูหรือปลูกฝังเอง จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิทยาพอสมควร ซึ่งพ่อแม่เองสามารถที่จะปรึกษาสิ่งเหล่านี้หับนักจิตวิทยาได้อย่างเช่น วิธีการเลี้ยงลูก เป็นต้น

ทำความรู้จักกับ นักจิตวิทยาในประเทศไทย

Psychologist

นักจิตวิทยาในมุมมองของคนไทยนั้นมีความแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความคิด ภูมิฐานของแต่ละคน บางคนมีความเชื่อว่านักจิตวิทยาสามารถที่จะเข้าใจ หรืออ่านความคิดของคนป่วยได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วนั้นนักจิตวิทยาอาจจะไม่ได้ทำได้ขนาดนั้น เพียงแต่ว่านักจิตวิทยามีความรู้ในด้านของการช่วยเหลือมนุษย์ในการจัดการปัญหาทางจิตใจ แล้วใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข

โดยส่วนใหญ่แล้วในสังคมของคนไทย จะมองว่าคนที่เรียนจบจิตวิทยามาเป็นนักจิตวิทยาหมด ซึ่งความจริงแล้วนั้นจิตวิทยามีหลายสาขามาก แต่ในสิ่งที่ทุกคนเข้าใจนั่นก็คือจิตวิทยาคลินิก ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาด้านจิตวิทยา สาขาจิตวิทยาคลินิก โดยหน้าที่ก็เป็นไปตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน ก็คือการประเมิน การวินิจฉัย รวมไปจนถึงการบำบัด ความผิดปกติต่างๆ ของจิตใจมนุษย์ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นการพูด  การสะกดจิต และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งนี่แหละคือนักจิติทยาที่ทุกคนเข้าใจ แต่คนไทยหลายคนกลับเข้าใจผิดว่าคนที่เรียนจบจิตวิทยาจะเป็นนักจิตวิทยาที่สะกดจิตใจคนได้ และนั่นไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง เพราะการศึกษาด้านจิตวิทยามีสาขาแยกย่อยออกไปอีกมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนด้านจิตวิทยาไม่ใช่นักจิตวิทยาซะทีเดียว เพราะผู้เขียนเองมีความเชื่อว่าในสายตาของใครหลายคนเรียกคนที่ทำหน้าที่นี้ว่านักจิตวิทยา แต่คนที่จะทำหน้าที่แบบนี้โดยเฉพาะ คือคนที่เรียนจบจากสาขาจิตวิทยาคลินิก ซึ่งแต่ละสาขาเองก็จะมีการทำงาน การปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป

นักจิตวิทยาถือว่ามีความสำคัญกับสังคมไทยในปัจจุบันมาก เพราะทุกวันนี้โลกของเราเริ่มไปเปลี่ยนไปมาก คนส่วนใหญ่สามารถที่จะเกิดภาวะปัญหาทางจิตใจได้ง่าย ดังที่เราเห็นในข่าวอยู่ทุกวันนี้ คนในสังคมเริ่มมีจิตใจที่โหดเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ คนไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ จิตใจของตนได้ ขาดสติ จึงทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด บางครั้งก็เกิดความเสียหายจนถึงชีวิต สาเหตุหลักๆ ของการกระทำเหล่านี้คือการเกิดปัญหาขึ้นในแต่ละบุคคล แต่กลับไม่สามารถที่จะแก้ปัญหานั้นได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง อาจจะด้วยอารมณ์ต่างๆ จนทำให้เกิดเหตุการณ์แย่ๆ ต่างขึ้นมาให้เราได้เห็นกันในข่าว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเราเกิดปัญหา คือการมีสติ และเมื่อไรที่รู้ว่าตัวเองเริ่มมีความเครียด หรือรู้สึกว่ามีปัญหาทางจิตใจ ก็ควรกล้าที่จะเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยานั่นเอง เพราะอย่างน้อยเราเองก็จะได้รู้ตัวว่าตัวเองนั้นเป็นอะไรอยู่ และรู้ว่ายังมีคนที่คอยให้คำปรึกษา จากนั้นก็จะเริ่มต้นใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีสติ ค่อยๆ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องที่ดี ที่สังคมของคนไทยมีความเปิดกว้างมากขึ้น มีสถิติของคนที่เข้าพบนักจิตวิทยา เข้าไปปรึกษามากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก

จิตวิทยากับการรักษาโรค

การที่คนคนหนึ่งต้องทราบว่าตัวเองนั้นมีโรคที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งโรคนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราเองก็รู้ตัวว่าตอนนี้ร่างกายเริ่มมีอาการผิดปกติ สภาพจิตใจของคนๆ นั้นก็จะเริ่มแย่ลงไปด้วย ดังนั้นเพื่อจิตใจของเราย่ำแย่ ร่างกายก็จะเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ตามไปด้วยนั่นเอง ดังนั้นการใช้จิตวิทยาในการรักษาโรค จึงมีความสำคัญมากๆ เพราะไม่เพียงแต่โรคผิดปกติทางจิตใจเท่านั้น แต่โรคอื่นๆ ก็สามารถที่จะรักษาด้วยจิตวิทยาได้ เพียงแต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ใช่โรคนั้นหายไป แต่สภาพจิตใจนั่นเอง ที่เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ร่างกายของคนป่วยนั้นดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่คนป่วยแต่ละคนมีพื้นฐานทางร่างกาย จิตใจที่ไม่เหมือนการ บางครั้งผู้ป่วยเองมีพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับความจริงกับสิ่งที่ตนเผชิญอยู่ แล้วไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำที่แพทย์แนะนำ เพราะตนนั้นมีความเชื่อว่าตัวเองไม่ได้มีโรคอย่างที่แพทย์ระบุไว้ การรักษาจึงเป็นไปได้ยาก เช่น หากมีผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งมีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวาน แพทย์แนะนำเธอว่าให้ลดการทานอาหารที่มีรสหวานให้น้อยลง พร้อมทั้งจัดยามาให้เธอรับประทาน แต่เธอกลับไม่ยอมรับคำแนะนำของแพทย์ เธอไม่ปฏิบัติตามที่แพทย์สั่ง เธอไม่ทานยา อาการนั้นเป็นเพราะว่าจิตใจของเธอ ไม่สามารถที่จะยอมรับความจริงได้ว่าตัวเองนั้นเป็นโรคเบาหวาน เธอไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ดังนั้นในส่วนของการรักษาโรคจึงเป็นไปได้ยาก เพราะคนป่วยไม่ทานยา ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ บางครั้งนอกเหนือจากการไม่ปฏิบัติตามแล้ว บางคนก็มีอาการเครียดแทรกเข้ามาอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คน จึงมีความเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการรักษาแบบตรงจุดก็คือ การใช้จิตวิทยาในการรักษาจิตใจของผู้ป่วยก่อน ให้ผู้ป่วยยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วสร้างทัศนคติที่ดีกับโรคประจำตัวของตัวเอง แล้วการรักษาแบบตรงจุดก็จะสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยมีวินัยมากขึ้น ส่งผลให้การรักษานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยนั่นเอง นอกจากนี้ไม่เพียงแต่จะดีขึ้นกับตัวผู้ป่วยเท่านั้น คนใกล้ชิดของผู้ป่วยเองก็จะรู้สึกดีไปด้วย เพื่อเห็นคนป่วยนั้นมีสภาพจิตใจที่แข็งแรง ถึงแม้ว่าร่างกายอาจจะไม่ได้แข็งแรงเท่าไรนักก็ตาม

การใช้จิตวิทยาในการรักษาโรค ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นโรคที่ไม่สามารถหายขาดได้ เพราะคนป่วยเองจะต้องจำยอมอยู่กับโรคร้ายเหล่านี้ไปตลอดชีวิต ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข อยู่อย่างมีสติ อยู่ด้วยสภาพจิตใจที่ดี เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีจะได้ตามมานั่นเอง โดยหลักการของการใช้จิตวิทยาในการรักษาสภาพจิตใจของผู้ป่วย คือการที่จะทำอย่างไร เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยนั้นคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของชีวิต ทำให้คนป่วยพร้อมที่จะสู้กับโรคดังกล่าว

จิตแพทย์หมอรักษาใจที่หลายคนมองข้าม

จิตแพทย์หมอ

อาการผิดปกติทางจิตใจบางครั้งก็สามารถที่จะรู้ได้เอง แต่บางครั้งคนเราก็เกิดอาการไม่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น จนอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง ฉะนั่นสิ่งที่สำคัญคือการรู้จักสังเกตตัวเองว่าสภาพทางจิตใจนั้นเปลี่ยนแปลง หรือมีความผิดปกติหรือไม่ หากมีข้อสงสัยสิ่งที่สามารถทำให้ก็คือการเข้าปรึกษาจิตแพทย์ หลายคนคิดว่าการจะพบจิตแพทย์ได้นั้นเราต้องมีความผิดปกติทางจิตใจมาก่อน แต่ความจริงแล้วถึงเราไม่ได้มีความผิดปกติ เราก็สามารถที่จะเข้าไปตรวจ หรือขอคำปรึกษาก็ได้ ถือว่าเป็นการป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

คนในปัจจุบันมองข้ามเรื่องของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับจิตใจ เพราะคิดว่าตัวเองนั้นสามารถที่จะจัดการมันได้เอง จนกระทั่งอาการของความผิดปกตินั้นมีมากขึ้นจนถึงขั้นรุนแรง ซึ่งบทเรียนเหล่านี้ก็สอนให้เรานั้นได้ตระหนักไว้ว่า ความจริงแล้วนั้นความผิดปกติทางด้านจิตใจสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ การเข้าไปพบจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ สอบถามข้อสงสัย เข้าไปพูดคุย จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้เรานั้นได้ป้องกันการเกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้กับตัวเองได้

จิตแพทย์ หรือ Psychiatrist เป็นแพทย์ผู้ที่รักษาโรคทางจิต แต่ด้วยความรู้ของจิตแพทย์ซึ่งต้องเป็นผู้ที่เรียนแพทย์มาก่อน แล้วไปศึกษาต่อในด้านของจิตวิทยา ดังนั้นจิตแพทย์จึงมีความรู้ทั้งในด้านของการรักษาทั่วๆ ไป รวมไปจนถึงเรื่องของโรคทางจิตด้วยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า การที่จะไปพบแพทย์นั้นจะต้องป่วยทางจิต เพราะจิตแพทย์สามารถที่จะทำได้หลายหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา อย่างเช่น การปรึกษาแพทย์ก่อนแต่งงาน วางแผนครอบครัว ปรึกษาปัญหาชีวิต การเรียน ชีวิตคู่ เรื่องลูก เป็นต้น

นอกจากนี้จิตแพทย์ยังเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคอื่นๆ ร่วมกับแพทย์สาขาอื่นด้วย อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า สุขภาพจิตมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสุขภาพกาย ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต่างๆ ที่ร้ายแรง เป็นโรคที่รักษาไม่หาย หรือจะเป็นโรคในระยะสุดท้าย หรืออะไรก็ตามแต่ สภาพจิตใจของผู้ป่วยเหล่านั้นย่อมแย่ลงอย่างแน่นอน มันจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพกายหนักเข้าไปอีก ฉะนั้นจิตแพทย์ก็จะเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลผู้ป่วยด้วยกันเป็นทีม แพทย์แต่ละสาขาก็จะมีหน้าที่คอยดูแลในส่วนที่ตนเองนั้นมีความรู้ จิตแพทย์จึงมีบทบาทที่สำคัญในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ก็มีอาการที่ดีขึ้น หรือมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่กับตัวเอง กล้าที่จะยอมรับความจริงแล้วพร้อมที่จะสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ช่วยให้มีกำลังใจในการรักษาตัวต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยเองแล้ว ญาติๆ ของผู้ป่วยเองก็จะพลอยเกิดความสบายใจไปด้วย